แมลงวัน ภัยร้ายในฟาร์มสุกร ตอนที่ 3 ตอนจบ ในตอนที่ 1 กับ 2 เราได้คุยถึงการควบคุมแมลงวันด้วยการใช้หลักสุขาภิบาล  วิธีการควบคุมและกำจัดแมลงวันด้วยการใช้สารเคมีกันไปแล้ว  ส่วนวันนี้เรามาดูการพิจารณาถึงความเหมาะสมของสารเคมีที่จะนำใช้งานกันครับว่า เราจะมีหลักในการพิจารณาเลือกใช้สารเคมีกลุ่มไหน ใช้อย่างไรกันบ้าง การควบคุมหนอนแมลงวันในแหล่งเพาะพันธุ์ ในฟาร์มหากเรามีการจัดการสุขาภิบาลที่ไม่ค่อยดี  เราจะพบว่ามีหลายจุดที่กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หนอนแมลงวัน เช่น ขยะเปียกตามจุดต่างๆ โรงเก็บมูลสุกร ถังเก็บรกและซากสุกร บ่อทิ้งซาก  เป็นต้น โดยทั่วไปการควบคุมและกำจัดจะใช้สารเคมี 2 กลุ่ม คือ 1.1) สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต  เช่น Trichlorfon, Fenitrothion, Diazinon, Dichlorvos 1.2) สารกลุ่มยับยั้งการเจริญเติบโต (Insect Growth Regulators; IGRs) เช่น Diflubenzuron, Cyromazine, Pyriproxyfen การใช้งานต้องพ่นให้ทั่วถึงและเปียกลึกลงไปในผิวแหล่งเพาะพันธุ์ 10-15 ซม. และควรระวังเรื่องสารกลุ่มนี้อาจไปทำลายศัตรูตามธรรมชาติของแมลงวันได้ อีกทั้งการใช้บ่อยๆอาจทำให้เกิดการพัฒนาความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงได้ 2)  การพ่นสารกำจัดแมลงฤทธิ์ตกค้างที่แหล่งเกาะพัก (Residual treatment of resting-sites)…

#เลี้ยงไก่ยังไง? ให้ปลอดยาปฏิชีวนะ ! By : ทีมวิชาการไอแทค การเลี้ยงไก่ในปัจจุบันหลังจากที่มีการแบนการใช้ยาปฏิชีวนะที่เป็น growth promotors(AGPs)และใช้เมื่อมีความจำเป็นในการรักษาโรคเท่านั้น เนื่องจากความใส่ใจในประเด็นของ public health ในเรื่องของการเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะของเชื้อโรคต่างๆ จากเหตุผลดังกล่าวในการเลี้ยงไก่ให้ได้ประสิทธิภาพดีและปลอดจากโรค นอกจากการให้ความสำคัญในเรื่องระบบความปลอดภัยทางชีวภาพและการให้วัคซีนในการป้องกันโรคแล้ว การทำให้ไก่แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับโรคมีความสำคัญ โดยปราการด่านป้องกันโรคที่สำคัญคือ gut health หรือสุขภาพของระบบทางเดินอาหารไก่ ดังนั้นควรมีการปรับสภาพแวดล้อมทางเดินอาหารให้เหมาะสม เพื่อให้เชื้อที่ก่อโรคไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดทั้ง probiotic หรือกรดอินทรีย์ต่างๆที่ให้ไก่กินเพื่อปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ รูป การให้สารเสริมชนิดต่างๆผ่านทางระบบน้ำในโรงเรือน นอกจากระบบทางเดินอาหารแล้ว ระบบทางเดินหายใจก็เป็นอีกปัจจัยที่เราให้ความสำคัญในการเลี้ยง จากการเลิกใช้ยาปฏิชีวนะในปัจจุบัน เราสามารถใช้กลุ่มผลิตภัณฑ์สารสกัดจากธรรมชาติต่างๆที่ให้ฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อโรค มาใช้ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะได้

สารพิษจากเชื้อรา ภัยร้ายที่เรามักมองข้าม! Ep.02 Aflatoxinกับน้องไก่ เชื้อราในกลุ่ม Aspergillus fumigatus และ Aspergillus parasiticus มักจะผลิตสารพิษย่อยหลายชนิด เช่น Aflatoxin B1, B2, G1 และ G2 ซึ่ง Aflatoxin B1 จะมีความเป็นพิษสูง 🐓อวัยวะที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ตับ ซึ่งเนื้อตับจะถูกทำลาย เกิดเป็นภาวะ Fatty liver และเกิดมะเร็งตับในท้ายที่สุด 🐓อีกผลกระทบหนึ่งจากสารพิษ Aflatoxin คือการเกิดภาวะกดภูมิคุ้มกัน ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง กลไกการเกิดคือ สารพิษจะเข้าไปทำลายส่วน Cortex ของต่อมไทมัส ทำให้ปริมาณ Lymphoid cell ลดลง การผลิต Antibody ก็จะลดลง อวัยวะที่สามารถสังเกตได้คือ ต่อม Bursa of fabricius จะมีขนาดเล็กลงตามลำดับ ซึ่งก่อให้เกิดภาวะกดภูมิคุ้มกันนั่นเอง 🐓อาการเป็นพิษในสัตว์ปีกเมื่อได้รับสารพิษ Aflatoxin สามารถสังเกตได้ คือ…

#วัคซีนASF ในปัจจุบัน และผลเป็นอย่างไร ไปดูกัน วัคซีน ASF เริ่มศึกษา ปี1960 แต่ยังไม่สำเร็จเท่าที่ควร  เพราะความซับซ้อนของตัวเชื้อเอง ที่มีหลาย  Serotype และหลาย Genotype ขนาดตัวเชื้อ ที่ใหญ่มาก ทำให้การ ค้นหาส่วนสำคัญที่จะเอามาผลิตเป็นวัคซีนที่ปลอดภัยและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นยากมาก และการเพาะเลี้ยงเชื้อนอกตัวสัตว์ก็ยากมากอีกเช่นกัน (ล่าสุด USDA ให้ข่าวว่า สามารถผลิตเซลล์เลี้ยงเชื้อนอกตัวสัตว์ที่ใช้งานได้ดีสำเร็จแล้ว) ปัจจุบันมีการศึกษาวัคชีนตามนี้ 1.วัคซีนเชื้อตาย ศึกษามาตั้งแต่ปี 1960 นอกจากไม่มีผลช่วยป้องกันการติดเชื้อแล้ว ผลการทดลอง กลับพบว่าหมูติดเชื้อได้เร็วและรุนแรงขึ้นอีกด้วย สรุปไม่ประสบความสำเร็จ 2.วัคซีนเชื้อเป็น 2.1 เชื้อเป็นอ่อนแรงแบบดั้งเดิม คือเอาเชื้อมาทั้งตัวทำให้อ่อนแอลง (โรคหลายๆโรคสามารถทำแบบนี้ได้สำเร็จ) ผลการทดลอง ยังไม่สำเร็จ เพราะผลหลากหลายมาก ในการป้องกันโรค  มีผลข้างเคียงที่รุนแรง ไม่ต่างกับติดเชื้อจากธรรมชาติ และ กลับไปแพร่เชื้อได้อีก สรุปคือไม่สำเร็จ   จีนสั่งห้ามทำวัคซีนแบบนี้แล้ว!! 2.2 วัคซีนเชื้อเป็น แบบตัดต่อยีนที่ก่อโรคบางส่วนออกไป แล้วนำมาทำวัคชีน ในหลายประเทศ ทั้งจีน อเมริกา เวียดนาม จะใช้วิธนี้ …

จัดการไม่ดีเชื้อวนเวียนไม่จบ การจัดการภายในโรงเรือน และของเสีย ในช่วงเกิดโรค ที่นี่มีคำตอบ!!! เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นแล้วสิ่งสำคัญที่ต้องทำทันทีคือ หยุดกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรือนเช่น หยุดการผสม เชคสัด ในโรงเรือนอุ้มท้อง เป็นต้น หรือหยุดโปรแกรมต่างๆ ที่ทำกับลูกสุกรแรกคลอด/คลอดใหม่ ในโรงเรือนคลอดเป็นต้น เพื่อลดการสัมผัส ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งในการแพร่กระจายของเชื้อ คน/พนักงานฟาร์มต้องอยู่ในโรงเรือนตลอดเวลา ไม่ข้ามไปมาระหว่างโรงเรือน ทำได้เฉพาะการให้อาหารและเก็บกวาดมูล สำหรับโรงเรือนที่มีการระบาดของโรคเกิดขึ้นและสงบแล้วโดยตรวจสอบโดยให้ผล (-) จากการตรวจหาเชื้อโดยวิธี PCR อย่างน้อย 1-2 เดือน ทั้งนี้ให้ฟาร์มพิจารณาร่วมกับที่ปรึกษาฟาร์มในการกลับมามีกิจกรรมได้ตามปกติ โดยรูปแบบ new normal ในการลดการสัมผัสตัวสุกร หรือมีการสัมผัสให้น้อยที่สุด โดยใช้อุปกรณ์ หรือ เทคโนโลยีอื่น ๆ เข้าช่วย เช่น อุปกรณ์จับลูกสุกร สเปร์ยกลิ่นพ่อ เป็นต้น แต่กระบวนการฆ่าเชื้อในโรงเรือนยังต้องเข้มงวดเหมือนเดิม อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือ เชื้อ ASF มีความทนต่อสภาพแวดล้อมสามารถอยู่ได้นานเป็นเดือน ต้องมีการจัดการของเสียและขยะที่เหมาะสม ในฟาร์มมีของเสีย 2 รูปแบบคือ 1.ของเสียที่เกิดจากสัตว์เช่น มูล ฉี่ 2.ของเสียที่ไม่ได้มาจากตัวสัตว์เช่น…

ความสำคัญของตับในสัตว์ปีก By: ทีมวิชาการไอแทค ตับ นับได้ว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในสัตว์ปีกที่มีบทบาททั้งในด้านเมตาบอลิซึมของร่างกาย แหล่งของแร่ธาตุและวิตามิน ปรับสมดุลฮอร์โมน กำจัดของเสีย รวมถึงเป็นแหล่งของสารอาหารในการสร้างผลผลิตไข่ ดังนั้นหากตับได้รับผลกระทบหรือเกิดความเสียหาย จะส่งผลต่อทั้งด้านสุขภาพ ก่อให้เกิดอัตราการสูญเสีย และส่งผลกระทบต่อผลผลิตได้ โดยปัญหาที่สามารถพบได้บ่อย เช่น ปัญหาไขมันพอกตับ ปัญหาสารพิษจากเชื้อรา และโรคหลายๆชนิดส่งผลให้เซลล์ตับเกิดความเสียหาย ดังนั้นการป้องกันปัจจัยโน้มนำของปัญหาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอยู่เสมอ ควบคู่ไปกับการใช้สารเสริมบำรุงตับเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูการทำงานของตับ และเพื่อเพิ่มผลผลิตในฟาร์มสัตว์ปีก *Credit ภาพ ; Merck Veterinary Manual #iTACTeam #ทีมวิชาการไอแทค #VetProductsGroup #ตอบโจทย์ทุกปัญหาเรื่องฟาร์มปศุสัตว์ #Poultry #สัตว์ปีก #ไก่เนื้อ #ไก่ไข่ #ฟาร์มไก่

Page 7 of 9 1 5 6 7 8 9

For customer 02-937-4888

Vet Products Group Logo