กัญชงและกัญชาต่างกันอย่างไร ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะเห็นเมนูเก๋ๆ ตามร้านกาแฟ หรือร้านอาหารที่นำส่วนของ “ใบกัญชา” มาประกอบ จนหลายคนสงสัยว่ากัญชงและกัญชานั้น สามารถปลูกและใช้ ได้อย่างเสรีแล้วจริงหรือไม่? ดังนั้นก่อนที่จะตอบคำถามนี้ เรามาทำความรู้จัก “กัญชงและกัญชา” กันก่อนว่าต่างกันอย่างไร ต้นกัญชงและกัญชา มีลักษณองะคล้ายคลึงกันมากในด้านลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ใบขกัญชงนั้นจะมีความยาวเรียวกว่าใบของกัญชา ในส่วนประกอบของพืชทั้งสองนั้นจะมีสารที่เรียกว่า สารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol หรือ THC) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ให้เกิดการมึนเมาหรือเสพติด หากเป็นกัญชงจะมีปริมาณ THC ไม่เกิน 1% ซึ่งปริมาณดังกล่าวไม่มากพอทำให้เกิดการมึนเมาหรือเสพติด ในส่วนของกัญชายังคงจัดเป็นสิ่งเสพติดให้โทษประเภท 5 และยังคงมีความผิดตามกฎหมาย โดยอนุญาตให้มีการใช้ได้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น คำว่า “ปลดล็อก” ไม่ได้หมายความว่าถูกถอดออกจากรายชื่อยาเสพติดแล้วและสามารถใช้ได้โดยไม่ผิดกฏหมาย แต่หมายถึงการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ภายใต้กรอบกฎหมาย กัญชงจัดว่าเป็นพืชเศรษฐกิจน้องใหม่ไฟแรง โดยทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวง เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2563 ให้ขออนุญาตปลูก ผลิต ส่งออก จำหน่าย ครอบครองได้ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา พูดง่ายก็คือสามารถปลูกได้ โดยไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป…

“หมากระทู้” หรือ “หมูกระทะ” กินอย่างไรให้ปลอดภัย ปัจจุบันเมนู “หมูกระทะ” กลายเป็นเมนูยอดฮิตสำหรับคนไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเมนูหลักสำหรับงานสังสรรค์ในเทศกาลต่างๆ หรือเป็นเมนูหลังเลิกงานตอนเย็นเพื่อปลอบประโลมร่างกายและจิตใจจากความ เหนื่อยล้า ทั้งนี้การรับประทานบ่อยครั้งจะส่งผลดีหรือผลกระทบต่อร่างกายนั้น การวิเคราะห์วัตถุดิบแต่ละประเภทและขั้นตอนการเตรียมส่วนประกอบต่างๆ สามารถเป็นแนวทางในการบริโภคได้อย่างปลอดภัย  โดยการวิเคราะห์ส่วนประกอบหลักของเมนูหมูกระทะรวมถึงข้อควรปฏิบัติแบ่งออกได้ดังนี้ -น้ำซุปและน้ำจิ้ม สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่หรือไม่ ดูวันหมดอายุของน้ำจิ้มที่แสดงอยู่ข้างขวด การใช้น้ำจิ้มที่เหลือจากครั้งก่อนให้สังเกตปากขวดก่อนเทลงภาชนะว่ามีเชื้อราหรือไม่ การรับประทานน้ำซุปและน้ำจิ้มรสเค็มอาจได้รับโซเดียมมากเกินไปซึ่งอาจก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงและไตเรื้อรัง โดยร่างกายมนุษย์มีความต้องการโซเดียมที่ 2,000 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น –เนื้อสัตว์และอาหารแปรรูปจากสัตว์ ถือเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูหมูกระทะ ขั้นตอนสำคัญคือต้องล้าง ทำความสะอาดก่อนบริโภคและทำให้สุกเพื่อป้องกันการปนเปื้อนแบคทีเรียหรือปรสิตที่อาจติดมากับเนื้อ การบริโภคเนื้อหมูดิบเสี่ยงต่อการเป็นโรคหูดับที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อที่ไหม้เกรียม ในเนื้อสัตว์และเนื้อสัตว์แปรรูปจะมีสารที่ชื่อ “ไนโตรซามีน” ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ส่วนอาหารทะเล เช่น ปลาและปลาหมึก อาจพบสารฟอร์มาลีนที่ใช้แช่อาหารทะเลก่อนถึงมือผู้บริโภค เมื่อได้รับในปริมาณที่เข้มข้นจะทำให้เลือดเป็นกรดและเกิดภาวะช็อกตามมา อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์มักมีส่วนผสมของสารกันบูด และบอแรกซ์ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและสังเกตวันหมดอายุข้างบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ควรบริโภคในปริมาณจำกัด –ผัก ทำการล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อชะดินที่ปนเปื้อนออก เทคนิคอย่างง่ายสำหรับการล้างผักทำโดยการผสมโซเดียมไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะลงในภาชนะที่มีน้ำสะอาด จากนั้นแช่ผักนาน 15 นาที วิธีนี้สามารถลดการปนเปื้อนของของสารเคมีจากยากำจัดศัตรูพืชได้ถึง 90% อื่นๆ นอกจากวัตถุดิบหลักในเมนูข้างต้นนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงคือ…

 How to GMP: โรงเชือด ทำยังไงไม่ให้โดนทิ้ง การผลิตอาหารคนหรืออาหารสัตว์จำเป็นต้องมีระบบมาตรฐานในการผลิตหรือ GMP-Good Manufacturing Practice เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะ ในส่วนของโรงฆ่าสัตว์หรือโรงเชือดนั้น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตอาหาร ดังนั้นสัตว์ทุกตัวจะต้องมาจากฟาร์มที่มีมาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค โดยขั้นตอนสำหรับการทำ GMP โรงฆ่าสัตว์มีดังนี้ 1.การรับสัตว์มีชีวิต ต้องผ่านกระบวนการตรวจโรค และมีจุดพักสัตว์ก่อนเข้าโรงเชือดที่ชัดเจน 2.กระบวนการเชือด ต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ซึ่งแตกต่างกันในสัตว์แต่ละชนิด 3.กระบวนการลวก มีการควบคุมอุณหภูมิของน้ำสำหรับผ่านกระบวนการลวกและถอนขน 4.การแยกเครื่องในออกจากตัวสัตว์ 5.การทำความสะอาดซาก ในสัตว์ขนาดใหญ่จะมีความซับซ้อนและใช้พื้นที่ในการจัดการที่ต่างออกไป 6.การลดอุณหภูมิซาก เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดเชื้อ ขนาดของสัตว์ที่ต่างกันจะใช้อุณหภูมิต่างกัน 7.การตัดแต่ง เพื่อความสวยงามและมีขนาดที่เหมาะสมในการนำไปบริโภค 8.การบรรจุ ทำการจัดเก็บในบรรจุภัณฑ์และอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเนื้อสัตว์แต่ละประเภท เพื่อป้องกันการ        เสื่อมสภาพและไม่ให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อจุลชีพ 9.การจัดเก็บสินค้า แบ่งออกเป็นการจัดเก็บเพื่อทำการขนส่ง และการจัดเก็บเป็นคลังสินค้า จะใช้อุณหภูมิต่างกัน 10.การขนส่งถึงลูกค้า อุณหภูมิการขนส่งจะแตกต่างกันในกลุ่มแช่แข็งและในกลุ่มเนื้อสด 11.การจัดการความสะอาด เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตควรเป็นสแตนเลส ไม่เป็นสนิม สามารถทำการฆ่าเชื้อได้ 12.การบำรุงรักษาเครื่องจักร ควรมีการวางแผนทำ PM (Preventive…

ไอ ซี (I seeee! ) กับอาหารสัตว์ผสมยา By: ศูนย์วิจัยและพัฒนาVRI การผลิตอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสัตว์ แต่การผลิตอาหารสัตว์ให้ดีและถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งที่สุขใจของผู้ผลิต ดังนั้นการทำความเข้าใจในเรื่องกฎหมายอาหารสัตว์ผสมยาเป็นสิ่งที่จำเป็น การจัดทำระบบมาตรฐานเพื่อรองรับกฎหมายอาหารสัตว์ผสมยา สามารถหาคำตอบได้กับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จากทีมงาน iTAC เบื้องต้นเรามาทำความรู้จักรายละเอียดคร่าวๆกันก่อน จากประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของอาหารสัตว์ที่ผสมยาที่ห้ามผลิต นำเข้าขาย และใช้ พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2561 ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า ขายอาหารสัตว์ที่ผสมยาและใช้ยา ดังต่อไปนี้ผสมอาหารสัตว์ ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาสำหรับผสมอาหารสัตว์ เภสัชเคมีภัณฑ์ หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ยากลุ่มโพลีมิกซิน กลุ่มเพนิซิลลิน กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน และยาฟอสโฟมัยซิน  เพื่อป้องกันโรคหรือใช้ขนาดยา ระยะเวลาการใช้ยาไม่ตรงกับที่ระบุในฉลากยา และการนำยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปผสมรวมกันในอาหารสัตว์ ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporin) ใช้ยาต้านแบคทีเรียต่ำกว่าที่ระบุในทะเบียน (ยกเว้นใช้ยารวมกัน > 1 ชนิด โดยมีข้อมูลวิชาการหรือเอกสารอ้างอิง)…

Feed Solution แก้ครบ จบปัง ไม่พังแน่นอน การตรวจรับวัตถุดิบเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นในลำดับถัดมาว่าจะผลิตอาหารอย่างไรให้ถูกต้องและมีคุณภาพดี ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่าการผลิตอาหารสัตว์ทั่วไปมีกี่ขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนมีจุดเสี่ยงทางด้านคุณภาพตรงไหนบ้าง เพื่อจะได้หา Solution ในการแก้ปัญหาของแต่ละจุดการผลิต กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ 1.การตรวจรับวัตถุดิบ ได้แก่ การตรวจค่าทางโภชนะพื้นฐาน 5 ชนิด คือ โปรตีน ไขมัน เถ้า เยื่อใย ตรวจหาค่าการย่อยได้กรณีสนใจตรวจวัตถุดิบทดแทน การตรวจหาสารพิษจากเชื้อราปนเปื้อนโดยสามารถออกแบบโปรแกรมในการตรวจทุก 1-2 เดือน การตรวจการปลอมปนในวัตถุดิบ เช่น หินฝุ่น แกลบ ดอกหญ้า ฯลฯ การประเมินจากสีและกลิ่นที่สามารถทำได้เบื้องต้น รวมไปถึงการตรวจการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella spp.) ในปลาป่นหรือเนื้อป่น เป็นต้น โดยค่าต่างๆ ต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้ กรณีการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีและชีวภาพที่ฟาร์มไม่สามารถทำได้เองนั้นสามารถส่งตรวจกับห้องปฏิบัติการภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือ 2.สูตรการผลิต ควรมีการตรวจสอบว่าสูตรการผลิตที่ใช้มีความเหมาะสมกับปัจจุบันหรือไม่ เพื่อให้ได้ค่าโภชนะที่ตรงตามความต้องการของสัตว์ 3.การบด วัตถุดิบบางประเภทมีความจำเป็นต้องเข้าเครื่องโม่จึงต้องมีการตรวจสอบขนาด (particle size) หลังจากการบด 4.การชั่งเตรียม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มสารเสริมและยา…

การผลิตอาหารสัตว์ที่ให้ได้คุณภาพนั้นมีหลายปัจจัย หนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ “การตรวจรับวัตถุดิบ” ปัญหาส่วนมากที่พบคือ การมองข้ามการตรวจรับวัตถุดิบ จึงทำให้ไม่มีการสุ่มตัวอย่างจากวัตถุดิบเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นกระบวนการสำคัญในการคัดกรองวัตถุดิบอาหารสัตว์ก่อนการนำมาผสมว่ามีคุณภาพดีเพียงพอหรือไม่ และการตรวจคุณสมบัติทางเคมีเป็นวิธีที่ทำให้ทราบค่าโภชนะต่างๆ ซึ่งค่าที่ได้นั้นเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการนำมาคำนวณสูตรอาหารสัตว์เพื่อได้ค่าโภชนะที่ถูกต้องและตรงตามความต้องการสารอาหารของสัตว์ ขั้นตอนการตรวจสอบวัตถุดิบอาหารสัตว์ 1.ตรวจสอบน้ำหนักของวัตถุดิบทุกครั้งว่าตรงกับใบส่งของหรือไม่ 2. ทำการสุ่มตัวอย่างวัตถุดิบ 3. การตรวจสอบคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบทางลักษณะกายภาพ โดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 4  ในการดูลักษณะรูปร่าง สี   การดมกลิ่น  บางทีอาจลิ้มรสวัตถุดิบ การตรวจสอบโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ (Feed Microscopy) เป็นการตรวจคุณภาพวัตถุดิบทางกายภาพ สามารถประเมินคุณภาพทั่วไปของวัตถุดิบ รวมทั้งการปลอมปน โดยอาศัยการดูรูปร่าง ขนาด ลักษณะพื้นผิว สีของวัตถุดิบ วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และค่าใช้จ่ายไม่แพง แต่ผู้ทำการตรวจสอบต้องมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี การตรวจสอบโดยทางเคมี (Chemical Analysis) เป็นการวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีในวัตถุดิบ เช่น โปรตีน ไขมัน เยื่อใย และเถ้า รวมไปถึงส่วนประกอบย่อยของโภชนะ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ ตลอดจนสารพิษหรือสารยับยั้งการเจริญเติบโต วิธีการตรวจสอบต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ การตรวจสอบแบบเคมีอย่างง่าย (…

Page 3 of 5 1 2 3 4 5

For customer 02-937-4888

Vet Products Group Logo