การผลิตอาหารสัตว์ที่ให้ได้คุณภาพนั้นมีหลายปัจจัย หนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ “การตรวจรับวัตถุดิบ” ปัญหาส่วนมากที่พบคือ การมองข้ามการตรวจรับวัตถุดิบ จึงทำให้ไม่มีการสุ่มตัวอย่างจากวัตถุดิบเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นกระบวนการสำคัญในการคัดกรองวัตถุดิบอาหารสัตว์ก่อนการนำมาผสมว่ามีคุณภาพดีเพียงพอหรือไม่ และการตรวจคุณสมบัติทางเคมีเป็นวิธีที่ทำให้ทราบค่าโภชนะต่างๆ ซึ่งค่าที่ได้นั้นเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการนำมาคำนวณสูตรอาหารสัตว์เพื่อได้ค่าโภชนะที่ถูกต้องและตรงตามความต้องการสารอาหารของสัตว์ ขั้นตอนการตรวจสอบวัตถุดิบอาหารสัตว์ 1.ตรวจสอบน้ำหนักของวัตถุดิบทุกครั้งว่าตรงกับใบส่งของหรือไม่ 2. ทำการสุ่มตัวอย่างวัตถุดิบ 3. การตรวจสอบคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบทางลักษณะกายภาพ โดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 4 ในการดูลักษณะรูปร่าง สี การดมกลิ่น บางทีอาจลิ้มรสวัตถุดิบ การตรวจสอบโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ (Feed Microscopy) เป็นการตรวจคุณภาพวัตถุดิบทางกายภาพ สามารถประเมินคุณภาพทั่วไปของวัตถุดิบ รวมทั้งการปลอมปน โดยอาศัยการดูรูปร่าง ขนาด ลักษณะพื้นผิว สีของวัตถุดิบ วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และค่าใช้จ่ายไม่แพง แต่ผู้ทำการตรวจสอบต้องมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี การตรวจสอบโดยทางเคมี (Chemical Analysis) เป็นการวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีในวัตถุดิบ เช่น โปรตีน ไขมัน เยื่อใย และเถ้า รวมไปถึงส่วนประกอบย่อยของโภชนะ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ ตลอดจนสารพิษหรือสารยับยั้งการเจริญเติบโต วิธีการตรวจสอบต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ การตรวจสอบแบบเคมีอย่างง่าย (…
เก็บเอง วิเคราะห์เอง นักเลงพอ เก็บตัวอย่าง อย่างไรถึงจะถูกต้อง ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการนั้นก็คือ วิธีการเก็บตัวอย่างที่ถูกต้อง กระบวนการเก็บตัวอย่างหรือการสุ่มเก็บตัวอย่างถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะส่งผลต่อความถูกต้องของผลการวิเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์เกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อรา การเก็บตัวอย่างควรมีวิธีการสุ่มเก็บตัวอย่างอย่างจริงจังก่อนนำไปทำการวิเคราะห์ และอยู่ภายใต้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์ทั้งหมด การเก็บตัวอย่างอาหารหรือวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อรา สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการเก็บตัวอย่างคือ การเก็บตัวอย่างอย่างให้เป็นตัวแทนที่แท้จริงจากตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งตัวอย่างที่ส่งไปทดสอบมีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กิโลกรัมจากตัวอย่างหลายตัน ดังนั้นจำนวนตัวอย่างที่ถูกเก็บมาควรเก็บมาจากหลายๆส่วน เพื่อให้ได้ตัวแทนที่ดี โดยตัวอย่างเหล่านี้จะถูกนำมารวมไว้ด้วยกันโดยทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน และทำการแบ่ง 500 กรัมเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ ซึ่งจำนวนของตำแหน่งในการเก็บจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักเริ่มต้นของอาหารทั้งหมด อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างเรียกว่า หลาว หรือ หลาวสุ่มตัวอย่าง (ดังภาพ) ขอยกตัวอย่างการสุ่มเก็บตัวอย่าง เช่น กรณีเก็บตัวอย่างวัตถุดิบอาหารบรรจุเป็นกระสอบ 1 คันรถ อาจใช้หลาวแทง 5-8 จุด แทงรอบคันรถและนำมารวมกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน หรือถ้าเป็นการสุ่มเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ เช่นอาหารสัตว์ 1 ตันต่อคันรถ ใช้หลาวแทง 10 จุด จุดละ 100 กรัม และนำมารวมกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นต้น วิธีการนี้จึงจะเป็นวิธีการสุ่มตัวอย่างเพื่อเลือกตัวแทนที่ดีของตัวอย่างสุดท้ายที่จะใช้ส่งไปทดสอบที่ห้องปฏิบัติการ
วิเคราะห์การปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา รู้ยังไงว่าแม่น!!! วิธีการทดสอบการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราในอาหารหรือวัตถุดิบอาหารสัตว์นั้น มีการทดสอบหลายประเภท โดยมีทั้งแบบการตรวจเชิงปริมาณและการตรวจเชิงคุณภาพ เทคนิคที่นิยมใช้ในการทดสอบ สามารถเรียงลำดับตามความแม่นยำจากน้อยไปมากได้แก่ (1) Mycotoxin Test Strips เป็นการตรวจแบบเชิงคุณภาพเท่านั้น โดยจะแสดงผลแค่ บวก หรือ ลบ (2) กึ่ง Strips เป็นการตรวจเชิงคุณภาพ และสามารถบอกปริมาณการปนเปื้อนได้คร่าวๆเท่านั้น (3) เทคนิคการตรวจวิเคราะห์แบบ ELISA หรือ Enzyme-linked immunosorbent assay เป็นเทคนิคที่ใช้หลักการทางภูมิคุ้มกันในการวิเคราะห์ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง สามารถบอกได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพให้ผลการตรวจสอบที่ถูกต้องแม่นยำและมีความจำเพาะสูง ค่าใช้จ่ายไม่แพง (4) เทคนิคที่ใช้ในงานทางด้านการวิจัยคือ เทคนิค HPLC หรือ LC-MS ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่ก็มีความแม่นยำที่สูงมากเช่นกัน ซึ่งเทคนิคนี้สามารถบอกได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ปัจจุบันทางศูนย์วิจัย VRI ได้ทำการทดสอบการปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราในวัตถุดิบและอาหารสัตว์ร่วมกับสารมาตรฐานควบคู่กันไปด้วยทุกครั้ง หรือเรียกว่าการทำ standard curve ซึ่งถือว่าเป็นการทดสอบเพื่อวัดความถูกต้องและวัดความแม่นยำของเทคนิคการวิเคราะห์ โดยค่าที่ได้จะรายงานออกมาในรูปค่า R-squared (R2) ซึ่งหากค่า R2 มีค่าเข้าใกล้…
สารพิษเชื้อราไหน ร้ายแรงงงเว่อร์!!! สารพิษจากเชื้อราที่มีปนเปื้อนในอาหารเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องตระหนัก และมีอันตรายต่อประสิทธิภาพและสุขภาพของสัตว์ เราพบว่าสารพิษจากเชื้อรามากกว่า 1 ชนิด จะส่งผลกระทบต่อสัตว์ที่รุนแรงกว่าเดิม อาการป่วยที่ปรากฎบางครั้งจะไม่เหมือนกับสัตว์ได้รับสารพิษแค่ชนิดเดียว ซึ่งเป็นการยากในการที่จะวินิจฉัยโรคได้ และโอกาสเกิดโรคอื่นๆ ตามมาก็จะเป็นไปได้สูง ดังนั้น VPG ขอยกตัวอย่างความร้ายแรงของสารพิษจากเชื้อราเมื่อมีการเสริมฤทธิ์กันในสุกรและสัตว์ปีก ดังนี้ ในสุกร หากสุกรได้รับสารพิษจากเชื้อรา Deoxynivalenol (DON) ร่วมกับ Fumonisin B1 (FB1) เกิดการเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารที่รุนแรงมากขึ้น เสริมให้ลำไส้ทำงานผิดปกติหลายส่วน ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ความเป็นพิษที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้สุกรเกิดการติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่ลำไส้ หากสุกรได้รับสารพิษจากเชื้อรา Deoxynivalenol (DON) ร่วมกับ Zearalenone ในปริมาณการปนเปื้อนระดับต่ำที่ไม่มีผลกระทบรุนแรงต่อสุกร กลับพบว่าสารพิษจากเชื้อราทั้งสองชนิดสามารถสริมฤทธิ์กัน ทำให้เกิดผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโต และหากสุกรได้รับสารพิษ Deoxynivalenol (DON) ร่วมกับสารพิษจากเชื้อรากลุ่ม Aflatoxins ในปริมาณการปนเปื้อนระดับต่ำที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุกรเช่นกัน พบว่าสารพิษจากเชื้อราทั้งสองชนิดเสริมฤทธิ์กันจนเกิดผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการอักเสบและเกิดความเสียหายที่ตับได้ ทั้งสุกรและสัตว์ปีกได้รับสารพิษกลุ่ม Aflatoxins ร่วมกับ Fumonisin B1 จะพบว่าเกิดการเสริมฤทธิ์กันจนทำให้เกิดความรุนแรงมากกว่าการได้รับสารพิษชนิดเดียว ในไก่พบการเกิดรอยโรคที่ตับ ตับมีลักษณะซีดเหลือง และยังส่งผลต่อคุณภาพของไข่ไก่ด้วย…
การเฝ้าระวังสารพิษเชื้อราในวัตถุดิบอาหารสัตว์ By ศูนย์วิจัยและพัฒนาVRI ความเสี่ยงที่มักจะพบการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราในวัตถุดิบ พบว่าสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แปลงเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว กระบวนการผลิต การเก็บรักษา ตลอดจนกระบวนการบรรจุและการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา และการสร้างสารพิษจากเชื้อรานั้นเกิดจากอุณหภูมิ ความชื้น และระยะเวลาของฤดูฝนที่ส่วนใหญ่มักเจอการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อรามากกว่าฤดูอื่นๆ รวมทั้งการเกิดความเสียหายของวัตถุดิบ เช่น การแตกหักของวัตถุดิบส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตที่เพิ่มขึ้นของเชื้อรา สารพิษจากเชื้อรา เป็นสารเมทาบอไรต์ที่สร้างจากเชื้อรา เมื่ออยู่ในสภาวะของสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสร้างสารพิษ นอกจากนี้เชื้อราแต่ละชนิดจะมีความจำเพาะในการสร้างสารพิษที่ ต่างกัน เช่น เชื้อราแอสเปอร์จิรัส (Aspergillus) จะมีความสามารถในการสร้างสารพิษอัลฟลาท็อกซิน (Aflatoxins) ได้สูง ในขณะที่เชื้อราในกลุ่มฟูซาเลี่ยม (Fusarium) มีความสามารถในการสร้างสารพิษพวก ซีราลีโนน (Zearalenone) และฟูโมเนนซิน (Fumonisins) ดังนั้นการคาดการณ์สารพิษจากเชื้อราในวัตถุดิบต่างๆ ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่หน้าเฝ้าติดตาม ดังแสดงไว้ใน ตารางที่ 1
#เชื้อราในสัตว์ปีก สารพิษจากเชื้อรา สิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง!!! จากตอนที่แล้ว เราได้ทราบถึงความหมายและผลกระทบของสารพิษจากเชื้อราที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการส่งออก รวมถึงผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของสุกร และทางองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ได้รายงานไว้ว่ามากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกมีการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อรา ดังนั้น การปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อรายังคงเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านปศุสัตว์ของไทย มีงานวิจัยจำนวนมากที่ทำการศึกษาเพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อรา ดังนั้นขอยกผลกระทบของสารพิษจากเชื้อราที่มีต่อสัตว์ปีก ให้ผู้อ่านได้เข้าใจโดยสังเขป ดังนี้ ผลกระทบของสารพิษจากเชื้อราในสัตว์ปีก ตับ : Aflatoxins, Ochratoxin A, Fumonisins – เกิดมะเร็งที่ตับ ตับ ม้ามและต่อมเบอร์ซ่าโต เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสัมผัสและสีของตับและกึ๋น 2. ไต : Ochratoxin A, Aflatoxins, Fumonisins – ไตทำงานผิดปกติ ไตมีลักษณะบวมน้ำ อักเสบ เกิดเนื้อตาย ซีด ระบบสืบพันธุ์…