🎈เครือเวทโปรดักส์ จัดงานใหญ่ 3 วัน 8 Events “มหกรรมฉลองครบรอบ 29 ปีเครือเวทโปรดักส์ ” 8-10 มีนาคม 2566 นี้ 📌ที่นั่งมีจำนวนจำกัด โปรดติดต่อฝ่ายขายและการตลาดในเขตของท่าน #ฉลองครบรอบ29ปีเครือเวทโปรดักส์ #29thAnniversaryVetproductsgroup #QFD&VPGSynergist #QFD #VPG
เข้าใจ “สายสัมพันธ์แม่-ลูก” ผ่านพฤติกรรมแม่สุกรเรียกลูกกินนม การสื่อสารสำคัญที่ทำให้การจัดการเล้าคลอดประสบความสำเร็จ ปัจจัยของการกินน้ำนมได้มากน้อยในลูกสุกร เป็นตัวสำคัญที่สุดในการกำหนดอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพการเจริญเติบโต รวมถึงเป็นตัวตั้งต้นสุขภาพของลูกสุกร ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นผลจากพฤติกรรมการสื่อสารระหว่างแม่สุกรและลูกสุกร โดยการเสียงร้องและแรงกระตุ้นที่เต้านมของลูกสุกรมีกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมน Oxytocin และ Prolactin ของแม่สุกร เป็นผลให้เกิดการสร้างและหลั่งน้ำนมออกมา ในขณะเดียวกันหากแม่มีการสร้างน้ำนมออกมากักเก็บไว้ที่เต้านมแล้ว แม่จะส่งเสียงเรียกลูกให้เข้ามากินนมด้วยเช่นกัน จึงเป็นวงจรพฤติกรรมที่มีผลกระตุ้นซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เมื่ออยู่ในเล้าคลอด เราก็มักจะได้เห็นสัญญาณเสียงของทั้งแม่และลูกสุกรอยู่บ่อยๆ โดยพฤติกรรมสำคัญที่แสดงออกมา ขอสรุปให้เข้าใจดังนี้ ลูกหมูดูดนมครั้งแรก ลูกสุกรแรกคลอดจะมีสัญชาตญาณในการค้นหาเต้านม เพื่อให้กินนมน้ำเหลืองได้เร็วที่สุดและได้เยอะที่สุด เพื่อให้มีพลังงานตั้งต้นในการรอดชีวิตช่วงแรกคลอด ลูกสุกรจะค้นหาเต้านมผ่านวิธีการใช้จมูกสัมผัสไปตามสิ่งกีดขวางต่างๆ เช่น ผนังคอก ตัวแม่ เพื่อจะเดินไปถึงเต้านม โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีหลังคลอด เมื่อมีลูกคลอดเพิ่มขึ้น จะเกิดพฤติกรรมการต่อสู้เพื่อแย่งชิงเต้านมร่วมด้วย ดังนั้นลูกสุกรที่คลอดออกมาตัวหลังๆ จะมีโอกาสได้รับนมน้ำเหลืองไม่เพียงพอได้และมีความเสี่ยงที่จะตายได้มาก แม่ให้นมเป็นรอบๆ และลูกทุกตัวเข้ากินพร้อมกัน ในช่วงวันแรกหลังคลอด แม่สุกรจะเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการเลี้ยงลูก โดยแม่สุกรจะส่งเสียงร้องเรียกและนอนตะแคงในท่าที่ลูกสุกรสามารถเข้าถึงหัวนมได้สะดวก เนื่องด้วยช่วงแรกแม่จะมีการผลิตน้ำนมออกมาไว้ และตัวลูกหมูเองยังไม่แข็งแรงพอที่จะกระตุ้นเต้านมของแม่ได้ จึงมักเป็นฝั่งแม่ที่เริ่มต้นเรียกลูกกินนมก่อน หลังจากนั้นกระบวนการเลี้ยงลูกอาจเกิดจากตัวแม่สุกรเองเป็นผู้เริ่มต้นเรียกลูกกินนม จากการมองเห็นลูก การได้ยินเสียงลูก และการสัมผัสกับตัวลูก ทำให้เต้านมแม่สุกรมีการคัดน้ำนม หรือลูกสุกรเมื่อเริ่มหิวจะส่งเสียงร้องหิวนมและไปดุนเต้านมแม่ ทำให้เกิดการหลั่งน้ำนมได้ เมื่อมีคอกที่เริ่มส่งเสียงกินนม จะเกิดการเหนี่ยวนำไปยังคอกใกล้ๆ ให้เกิดพฤติกรรมเหมือนกัน…
VPG Success story #65 ✍️ หัวข้อ: QFD Synergist เครื่องมือสำคัญที่ช่วยลด %สูญเสียในเล้าสุกรอนุบาล จาก 24.2% เป็น 6% และสามารถวัดผลได้ด้วย ROI ✏️โดย นางสาวจุฑาธิป ธุวะวิทย์ (แก้ม) Senior Standards Advisor ทีมวิชาการ iTAC เครือเวทโปรดักส์ 👉 ฟาร์มสุกรครบวงจร ขนาด 1,800 แม่ ในเขตภาคตะวันตก ประสบปัญหา %สูญเสียในเล้าสุกรอนุบาล เฉลี่ยสูงถึง 24.2% ทีมฝ่ายขายจึงประสานทุกทีม ทีมห้องแลปปฏิบัติการ VRi , ทีมโปรดักส์ ASP, ทีม VPG Global และนำทีมโดยทีมวิชาการ iTAC ที่หยิบเอาเครื่องมือ QFD เข้าไปใช้เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้ฟาร์ม 👉 ผลจากการนำเครื่องมือ QFD ไปใช้และเกิดการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน เป็น…
การกินได้ของแม่เลี้ยงลูก Key สำคัญที่กำหนดความดกในท้องถัดไป By ทีมวิชาการไอแทค ความดกหรือขนาดครอกใหญ่ (Large litter size) เป็นดัชนีผลผลิตที่สำคัญตัวหนึ่งในการชี้วัดประสิทธิภาพการผลิตของฟาร์ม เนื่องจากเป็นตัวเลขตั้งต้นของจำนวนลูกหมูหย่านมที่ฟาร์มจะผลิตได้ ซึ่งเป็นผลผลิตของฟาร์มแม่พันธุ์ และยังส่งผลกับต้นทุนลูกหมูหย่านมในการลงเลี้ยงของฟาร์มอนุบาล-ขุนอีกด้วย ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ฟาร์มจึงให้ความสำคัญและต้องการเพิ่มดัชนีความดกนี้อยู่เสมอ ปัจจัยด้านพันธุกรรม หรือสายพันธุ์หมูที่ให้ลูกดก (Hyperprolific sow) แน่นอนว่าเป็นสิ่งสำคัญเริ่มต้น ที่จะช่วยพัฒนาและเพิ่มขนาดครอกให้กับฟาร์ม แต่การจะทำให้มีจำนวนลูกแรกคลอดสูงนั้น ยังต้องอาศัยปัจจัยด้านการจัดการที่ดี และถูกต้อง เพื่อจะผลักดันให้แม่สายพันธุ์ลูกดกเหล่านี้ แสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่มากที่สุด บทความนี้จึงขอยกปัจจัยด้านการจัดการหนึ่งตัว ที่มีผลกับการเพิ่มขนาดครอก นั่นคือ การกินได้ของแม่ในช่วงเลี้ยงลูก โดยกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการให้ลูกจำนวนมากขึ้นนั้น เป็นผลจากการเจริญเติบโตของไข่ (Folicle) ในช่วงระยะเลี้ยงลูก นั่นคือ การกินได้ของแม่เลี้ยงลูก (Feed Intake) มีผลกับการเพิ่มจำนวนไข่ที่พัฒนา และเพิ่มจำนวนไข่ที่มีขนาดใหญ่ (>4-6mm) ซึ่งด้วยกระบวนการนี้เอง ที่นำมาสู่ผลของจำนวนตกไข่ที่สูง และทำให้จำนวนลูกแรกคลอดสูงตามไปด้วย อ้างอิงผลการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของปริมาณการกินได้ของแม่ช่วงเลี้ยงลูกกับขนาดครอกถัดไป พบว่าทั้งสองปัจจัย มีความสัมพันธ์เชิงบวก กล่าวคือ เมื่อแม่หลังคลอดกินอาหารได้เยอะ จะส่งผลให้จำนวนลูกในครอกถัดไปเพิ่มขึ้น ดังแผนภาพนี้ * (A. V. Strathe1,…
“ลูกหมูช่วงหลังหย่านม” จุดวิกฤติที่ต้องจัดการให้ดี หลังจากลูกหมูหย่านมถือเป็นช่วงวิกฤติที่มักเกิดปัญหาขึ้น จนนำไปสู่ความสูญเสียได้มากหรือน้อย ขึ้นกับการรับมือและจัดการที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง ที่มากระทบกับตัวลูกหมู ได้แก่ เปลี่ยนแปลงเรื่องการกิน จากที่เคยกินนมแม่ก็เปลี่ยนเป็นกินอาหาร เปลี่ยนสภาพการเป็นอยู่ จากที่เคยอยู่กับแม่ ได้รับความอบอุ่นจากแม่ แต่พอลงมาที่เล้าอนุบาลต้องมาเจอพื้นแข็งๆเย็นๆ ที่อาจจะไม่มีแผ่นรองนอนไม่มีไฟกกเพื่อเพิ่มความอบอุ่นในบางฟาร์ม เปลี่ยนสังคมจากการที่เคยอยู่แต่กับเฉพาะพี่น้องคอกเดียวกัน แต่กับต้องมาอยู่กับตัวอื่นที่มาจากคอกอื่น เปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย มีการเจริญเติบโตรวดเร็วขึ้น และระบบต่างๆ มีการพัฒนาสมบูรณ์มากขึ้นโดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเราทราบและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงนำมาสู่หลักการเลี้ยงและการจัดการที่จะทำให้ลูกหมูผ่านพ้นช่วงช่วงวิกฤติหลังหย่านมไปได้อย่างดี เกิดปัญหาหรือความสูญเสียได้น้อย เป้าหมายสำคัญของ “การจัดการในช่วงหลังหย่านม หรือ ลงเลี้ยงอนุบาล 7 วันแรก” คือ ลูกสุกรต้องไม่ป่วย ไม่โทรม ไม่ทรุด การกินได้ไม่มีสะดุด ไม่มีการชะงักการโต ไม่มีลำไส้อักเสบท้องเสีย โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกระตุ้นการกินได้ของลูกหมู ให้สามารถกินได้พอเพียงต่อความต้องการ ซึ่งก็คือ การกินได้ตามเป้าการกินที่กำหนดไว้ ในหลายๆฟาร์มมักจะพบปัญหาลูกหมูลงเลี้ยงแล้วกินอาหารได้น้อย ต่ำกว่าเป้าการกิน ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อสุขภาพ เนื่องจากพลังงานไม่เพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกันและต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามา ทำให้ลูกหมูป่วยและสูญเสียในช่วงนี้ และในส่วนของการเจริญเติบโต ลูกหมูจะเกิดภาวะ Setback คือ ชะงักการโต หรืออาจจะมีบางส่วนสูญเสียน้ำหนัก ผอมลงไปได้ด้วย สำหรับการจัดการสำคัญในช่วงวิกฤติหลังลงใหม่ 7…
พาร์โวไวรัส โรคสำคัญที่ฟาร์มไม่ควรมองข้าม By ทีมวิชาการไอแทค โรคพาร์โวไวรัสสุกร (Porcine Parvovirus : PPV) ถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่มีความสำคัญกับฟาร์ม ในเชิงของประสิทธิภาพการผลิตโดยเฉพาะในหมูสาว โดยแม้ว่าเชื้อพาร์โวไวรัสจะมีความทนต่อความเป็นกรด ด่าง และยาฆ่าเชื้อ ยากต่อการกำจัดให้หมดไปจากฟาร์ม แต่การเกิดความเสียหายและความรุนแรงของโรค สามารถควบคุมและจัดการได้ ด้วยหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งจะกล่าวต่อในช่วงท้ายของบทความ Porcine Parvovirus เป็นสาเหตุของความล้มเหลวในระบบสืบพันธุ์ของสุกร โดยการที่แม่สุกรช่วงอุ้มท้องระยะแรก ได้รับเชื้อผ่านทางจมูกและปาก (Oronasal) บางครั้งก็สัมผัสโดยทางน้ำเชื้อ และเกิดการติดเชื้อไปยังลูกสุกรในท้องผ่านทางรก (Transplacental infection) ซึ่งลักษณะของความเสียหายที่พบ จะแตกต่างกันตามช่วงอายุอุ้มท้องที่แม่สุกรเกิดการติดเชื้อและแพร่เชื้อไปยังตัวอ่อนในท้อง ดังตาราง และทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อในช่วงอื่นนอกจากการตั้งท้อง การติดเชื้อช่วง 10-30 วันแรกของการตั้งท้อง จะทำให้ตัวอ่อน (Embryo) ตายหมดและถูกดูด ซึมกลับในมดลูก เกิดการกลับสัด (ท้องลมหรือท้องเทียม) การติดเชื้อช่วง 30 – 70 วัน ตัวอ่อน (Fetus) จะตายในระยะต่างกัน เนื่องจากเชื้อผ่านรกเข้ามาติดตัวอ่อนภายในมดลูกช้าๆ ตัวอ่อนที่ตายจะถูกดูดซึมน้ำกลับ เหลือสภาพเป็นมัมมี่ขนาดที่ต่างๆ กัน อาจคลอดร่วมกับลูกที่มีชีวิต…