ไก่รุ่นที่ดี มีคุณสมบัติหรือวิธีเลี้ยงที่ดีอย่างไร มาชมกันครับ 1. คุณภาพลูกไก่ ลูกไก่ควรมีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่มีภาวะขาดน้ำ น้ำหนักได้ตามเกณฑ์ ไม่มีการติดเชื้อมาจากพ่อแม่พันธุ์หรือโรงฟัก 2. การกก การจัดการในช่วงกกเป็นหัวใจสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกไก่ อุณหภูมิที่เหมาะสมจะช่วยให้ไก่กินอาหารได้ดีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่ 3. อาหารและน้ำ อาหารจะต้องผลิตจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีคุณค่าโภชนะเหมาะสม และไก่ควรได้กินในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของสายพันธุ์ รวมไปถึงได้กินน้ำที่สะอาด ไม่มีการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค 4. น้ำหนักและโครงสร้างตัวไก่ เมื่อไก่ได้กินอาหารที่เพียงพอก็จะทำให้ได้น้ำหนักตัวและโครงสร้างตามมาตรฐาน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือความสม่ำเสมอของฝูง เพราะอาจมีบางตัวที่น้ำหนักต่ำจึงต้องมีการสุ่มชั่งน้ำหนักและคัดไก่เป็นระยะด้วย 5. สุขภาพและระดับภูมิคุ้มกัน ไก่ที่มีสุขภาพดี ปลอดโรค และมีระดับภูมิคุ้มกันที่เพียงพอต่อการป้องกันโรคจะสามารถให้ผลผลิตไข่ได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการด้านระบบการป้องกันโรค มีการให้วัคซีนในแต่ละช่ว งอายุอย่างมีประสิทธิภาพ และมีโปรแกรมการเฝ้าระวังติดตามโรคอย่างต่อเนื่อง #iTACteam #iTAC #สัตว์ปีก #Poultry #รอบรู้เรื่องสัตว์ #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์
วัคซีนเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรค โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ดังนั้นการให้วัคซีนที่ดีและมีความถูกต้องจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายสัตว์เพื่อต่อต้านกับเชื้อก่อโรคที่เข้ามาภายในฟาร์มและมาสู่ตัวสัตว์ได้ แต่ทั้งนี้การให้วัคซีนจะต้องพิจารณาถึงข้อคำนึงดังต่อไปนี้ 1. ชนิดและสายพันธุ์ของวัคซีน ; ควรเลือกใช้วัคซีนที่ตรงกับชนิดและสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคในพื้นที่ หรือวัคซีนบางสายพันธุ์อาจสามารถป้องกันโรคข้ามสายพันธุ์ได้ 2. สถานะสุขภาพของตัวสัตว์ ; ควรพิจารณาให้วัคซีนในสัตว์ที่มีสุขภาพดี เนื่องจากสัตว์ที่มีปัญหาสุขภาพหรือป่วยจะมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ การให้วัคซีนในช่วงดังกล่าวจะไม่ได้ผล 3. อายุสัตว์ ; การพิจารณาวางโปรแกรมวัคซีน จะต้องสัมพันธ์กับอายุสัตว์ที่มีโอกาสการเกิดโรคแต่ละชนิด 4. การให้วัคซีน ; การให้วัคซีนมีหลายวิธีซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน โรค และชนิดสัตว์ โดยเทคนิคการให้วัคซีนที่ถูกต้องและมีคุณภาพจะต้องคำนึงถึงการที่ตัวสัตว์ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงและครบตามขนาดหรือโด๊สวัคซีน 5. การขนส่งและการเก็บรักษาวัคซีน ; เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีน โดยการเก็บรักษาและขนส่งภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมจะช่วยคงสภาพไม่ให้วัคซีนเสื่อมสถานะได้ ยกตัวอย่างเช่น วัคซีนเชื้อเป็นควรเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส เป็นต้น 6. การสุ่มตรวจสอบประสิทธิภาพการให้วัคซีนอย่างง่าย ; เช่น ดูการติดสีที่ลิ้นกรณีให้วัคซีนละลายน้ำ การเปิดดูวัคซีนที่ใต้ผิวหนังหลังการฉีด การสุ่มผ่าซากเพื่อเปิดดูวัคซีนในชั้นกล้ามเนื้อหลังการฉีด การตรวจสอบการเกิดตุ่มหลังการให้วัคซีนฝีดาษ 7. การตรวจติดตามระดับภูมิคุ้มกันหลังการให้วัคซีน ; เพื่อติดตามประสิทธิภาพของการให้วัคซีนและพิจารณาวางแผนการให้วัคซีนในครั้งถัดไป #iTACTeam #Poultry #วัคซีนสัตว์ปีก #ปศุสัตว์ #รอบรู้เรื่องปศุสัตว์ #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์
สำหรับฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่คงหนีไม่พ้นกับปัญหาเรื่องการจัดการแผงไข่ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โรคระบาดที่จะต้องป้องกันโรคในทุกๆด้าน ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆที่ใช้ภายในฟาร์มหรืออาจมีการหมุนเวียนใช้ระหว่างฟาร์มด้วย ยกตัวอย่างเช่น แผงไข่ เนื่องจากมีการหมุนเวียนใช้ตั้งแต่ภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ อาคารคัดแยกไข่ ไปจนถึงศูนย์รวบรวมไข่ ซึ่งหากมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไม่ดีเพียงพอก็อาจเป็นสาเหตุของการนำเชื้อก่อโรคกลับเข้ามาภายในฟาร์มได้ ดังนั้นการจัดการที่มีประสิทธิภาพจึงต้องคำนึงถึงหลักการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. ลดสิ่งสกปรกตกค้างให้เหลือน้อยที่สุด เช่น เปลือกไข่ คราบไข่แตก หรือสิ่งสกปรกต่างๆที่เกาะอยู่บนแผงไข่ 2. หากมีคราบสกปรกฝังแน่นหรือมีสิ่งสกปรกค่อนข้างมาก ควรมีการล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำแรงดันสูง และควรทำความสะอาดให้ทั่วถึง 3. ฆ่าเชื้อโดยวิธีการจุ่มในสารละลายฆ่าเชื้อให้ทั่วแผงไข่ ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 15 นาที (หรือขึ้นกับประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อแต่ละชนิด) เพื่อให้ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของสารฆ่าเชื้อเพียงพอต่อการกำจัดเชื้อบนแผงไข่ 4. ไม่ควรล้างทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อแผงไข่แบบมัดรวม เนื่องจากอาจจะทำให้การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้ไม่ทั่วถึงเนื่องจากมีบางจุดที่ซ้อนทับกัน 5. สภาพการใช้งานและความสมบูรณ์ของแผงไข่ก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มีการสะสมสิ่งสกปรกและเชื้อก่อโรคได้ รู้อย่างนี้แล้ว ควรทำความสะอาดแผงไข่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรก และเพื่อลดการก่อตัวของเชื้อโรค #iTACteam
พักเรื่องวิชาการกันหน่อยนะครับ วันนี้มีสาระแบบเบาๆสมองมาฝากทุกคนกันครับ มาทำความรู้จักกับเจ้า “นิกเกอร์” วัวยักษ์ในออสเตรเลีย วัวตอนพันธุ์ขาวดำขนาดยักษ์ ที่มีน้ำหนักมากกว่ารถยต์ 1 คัน และสูงเท่ากับ ไมเคิล จอร์แดน นักกีฬาบาสเก็ตบอลชื่อดัง กำลังกลายเป็นข่าวดังในฐานะวัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ด้วยน้ำหนัก 1,400 กิโลกรัม และสูง 194 เซนติเมตร ถือเป็นวัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย วัวยักษ์ตัวนี้ชื่อว่า นิคเกอร์ส เป็นวัวของ เจฟ เพียร์สัน ชาวรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า เขาไม่สามารถขายวัวตัวนี้เพราะมันตัวใหญ่เกินไป ดังนั้นนิคเกอร์ส จึงได้ใช้ชีวิตต่อในไร่อันแสนสงบ ซึ่งแม้จะขายไม่ออกและต้องใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์ม เจ้าวัวตอนตัวนี้ก็มีประโยชน์ไม่น้อย เพราะวัวตัวอื่นๆ ชอบเข้าหามัน ทำให้สามารถมองหาฝูงวัวของตัวเองได้ไม่ยากระหว่างที่พวกมันออกไปเล็มหญ้า เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้านิคเกอร์ส อยากลุกขึ้นและเริ่มเดิน จะมีวัวตัวอื่น ๆ เดินตามไปด้วย นั่นเลยทำให้มันรอดชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์เนื่องจากมันมีขนาดตัวใหญ่เกินไป ตอนนี้ เจ้านิกเกอร์ไม่ต้องไปโรงฆ่าสัตว์อีกต่อไป เจ้านิกเกอร์ได้ใช้ชีวิตในทุ่งหญ้าและมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระในเมือง Myalup ทางตอนใต้ของเมืองเพิร์ธ ทั้งนี้วัวที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลกที่มีการบันทึกไว้โดยกินเนสส์เวิลด์เร็กคอร์ดปี 2010 คือเจ้า Bellino จากอิตาลี ที่มีความสูงถึง 2 เมตรด้วยกัน
อย่างที่ทราบกันดีว่าอาหารสัตว์เป็นต้นทุนหลักในการผลิตสัตว์ เมื่อวัตถุดิบแหล่งพลังงานหรือโปรตีนมีราคาสูงขึ้น จึงต้องมีการปรับสูตรอาหารเพื่อให้มีราคาถูกที่สุดด้วยการใช้วัตถุดิบมาประกอบสูตรอาหารแต่ไม่ทราบค่าโภชนะที่แท้จริง ดังนั้นการได้มาซึ่งข้อมูลวัตถุดิบจึงต้องมีการส่งตรวจห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อให้ได้ค่าโภชนะที่แท้จริง ได้แก่ ความชื้น โปรตีน ไขมันรวม เยื่อใยรวม พลังงานรวม เถ้า เป็นต้น แต่ต้องใช้ระยะเวลานานในการวิเคราะห์ ดังนั้นเทคโนโลยี NIRs จึงเข้ามาตอบโจทย์ในการหาค่าโภชนะดังกล่าว ด้วยการวิเคราะห์ระยะเวลาสั้นและสามารถรู้ผลได้อย่างรวดเร็ว (Real-times) จึงนิยมนำมาใช้ในการตรวจรับวัตถุดิบก่อนรับเข้ามาในโรงงาน เพื่อนำค่าโภชนะวัตถุดิบที่ได้จากการวิเคราะห์ NIRs มาปรับสูตรอาหารสัตว์ให้มีต้นทุนที่เหมาะสม สามารถลดการใช้วัตถุดิบบางตัวในสูตรได้ ซึ่งเทคโนโลยี NIRs สามารถวิเคราะห์วัตถุดิบอาหารสัตว์หลายชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ปลายข้าว กากถั่วเหลือง ปลาป่น รำละเอียด เป็นต้น นอกจากนี้เทคโนโลยี NIRs สามารถตรวจสอบอาหารสัตว์สำเร็จรูปได้ โดยสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบค่าโภชนะในอาหารระหว่างกระบวนการผลิตได้ เพื่อลดโอกาสเกิดการสูญเสียค่าโภชนะอาหารสัตว์ที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนด ดังนั้นเทคโนโลยี NIRs เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถมาช่วยในการลดต้นทุนและลดโอกาสสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ #หญิงพลอยเพชรน้ำหนึ่ง #iTACteam #NIRs #Technology #นวัตกรรมปศุสัตว์ #เทโนโลยีเพื่อการปศุสัตว์ #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์
ทำไมต้องใช้โพรไบโอติก? การเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในปัจจุบันมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้นทำให้เอื้อต่อการเกิดโรคได้ง่าย เป็นสาเหตุให้มีแนวโน้มการใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงป้องกันและการรักษา แต่ในขณะเดียวกันเรื่องการตกค้างของยาปฏิชีวนะและการดื้อยานั้นส่งผลให้ผู้บริโภคตระหนักและให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งทางเลือกหนึ่งก็คือ โพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งก็คือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อสัตว์กินเข้าไปแล้วจะช่วยปรับสมดุลในลำไส้ให้มีจุลินทรีย์ที่ดีมากขึ้น และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ตัวก่อโรค เช่น เชื้อซัลโมเนลล่า อีโคไล และคลอสตริเดียม นอกจากนี้แล้วยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในลำไส้ให้สามารถย่อยอาหารได้ดียิ่งขึ้น และช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย ดังนั้นการใช้โพรไบโอติกในสัตว์ปีกหรือสุกรนอกจากจะช่วยลดปัญหาโรคในระบบทางเดินอาหารแล้วยังส่งผลให้สัตว์เจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ในปัจจุบันมีการเลือกใช้จุลินทรีย์หลากหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น Lactobacillus, Enterococcus เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงจะต้องให้ความสำคัญกับการจัดการและการป้องกันโรคที่ดีภายในฟาร์มควบคู่ไปด้วยจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดและสามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างมีประสิทธิผล #จุลินทรีย์ #หมอรถหมอไก่ #iTACteam #Probiotic #ASP