เจอแบบนี้ไม่ดีแน่! สัตว์พาหะ เป็นส่วนสำคัญที่ควรระวังในโรงงานอาหารสัตว์ เพราะสัตว์กลุ่มนี้สามารถนำพาเชื้อก่อโรคปนเปื้อนในอาหาร ส่งผลให้สัตว์เกิดโรคต่างๆได้ สัตว์พาหะที่พบได้ในโรงงาน ได้แก่ หนู นก แมลงสาป แมลงวัน สุนัข แมว เป็นต้น วิธีการแก้ไข ต้องเริ่มจาก 1.การฝึกอบรมให้มีความเข้าใจในการป้องกันสัตว์พาหะ 2.ควรมีมาตรการป้องกันหรือกำจัดสัตว์พาหะ ได้แก่ การใช้กล่องดักหนู การใช้ไฟล่อแมลงก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต 3.การจัดการพื้นที่บริเวณรอบโรงงานให้สะอาด เพื่อลดโอกาสแหล่งก่อให้เกิดสัตว์พาหะ #iTacTeam #สัตว์พาหะ #พาหะนำโรคในฟาร์ม #ปัญหาปศุสัตว์ #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาวัคซีนอยู่ที่ 2 – 8 องศาเซลเซียส เพื่อทำให้วัคซีนคงสภาพของความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ ได้ดี แล้วท่านเคยติดตามและตรวจสอบอุณหภูมิของตู้เย็นบ้างหรือไม่? จากประสบการณ์การทำงานของทีม iTAC พบว่าฟาร์มสุกรหลายๆ แห่ง เมื่อเข้าไปตรวจสอบตู้เย็นที่ใช้เก็บรักษาวัคซีนพบว่าอุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เหมาะสม บางแห่งอุณหภูมิที่แสดงบนหน้าจอไม่ตรงกับอุณหภูมิจริงที่อยู่ภายในตู้เย็น!! เช่น อยู่ในระดับอุณหภูมิที่ต่ำเกินไป ทำให้ ส่งผลต่อคุณภาพวัคซีนโดยตรง และเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การระบบป้องกันโรคต่างๆ ในฟาร์มเกิดปัญหาขึ้นได้ อาทิเช่น เมื่อทำวัคซีนบางครั้งได้ผลดี บางครั้งก็เกิดปัญหาทั้งๆ ที่เป็นวัคซีนตัวเดิมจากผู้ผลิตรายเดิม ดังนั้นทางฟาร์มสุกร ควรจะต้องมีโปรแกรมการติดตามและตรวจสอบระดับอุณหภูมิของตู้เย็นเก็บวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าสามารถรักษาคุณภาพของวัคซีนได้ และมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการทำวัคซีนต่างๆ ในฟาร์มของท่านเอง จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในฟาร์มสุกรของท่านเองครับ #วัคซีนปศุสัตว์ #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์ #ใส่ใจเพิ่มอีกซักนิดเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า  #iTACTeam #ทีมวิชาการ

ไรขี้เรื้อนเป็นโรคผิวหนังที่พบได้ทั่วไปในฟาร์มสุกร ที่ทำความเสียหายให้ทางฟาร์มแบบไม่รู้ตัว เช่น การเจริญเติบโตช้า การเกิดโรคแทรกซ้อนได้ การกินได้ลดลง และยังทำให้ผิวหนังไม่สวยงาม เป็นต้น วงจรชีวิตของไรชนิดนี้ประกอบไปด้วย 4 ระยะที่สำคัญคือ ไข่ ตัวอ่อน, ตัวกลางวัย, และตัวเต็มวัย เริ่มจากตัวเต็มวัยเพศผู้ และเพศเมียผสมพันธุ์กันและออกไข่ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกระสวย จากนั้นไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อน ที่มีลักษณะเรียวยาวและมีขา 6 ขา ต่อมาตัวอ่อนจะลอกคราบกลายเป็นตัวกลางวัย ที่มี 8ขา ที่ระยะนี้ตัวกลางวัยจะลอกคราบอีก 2 ครั้งเพื่อกลายเป็นตัวเต็มวัย และพัฒนาต่อจนผสมพันธุ์ออกไข่ในรุ่นต่อไป วงจรชีวิตของไรชนิดนี้ใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ในการพัฒนาจากไข่จนถึงตัวเต็มวัยที่สมบูรณ์พร้อมออกไข่ในรอบต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นวงจรชีวิตที่สั้นมากๆและง่ายต่อการแพร่ขยายจำนวนเพื่อก่อโรคในสัตว์ เราขอแนะนำวิธีกำจัดไรขี้เรื้อนในฟาร์มอย่างไรให้ได้ผลมากที่สุด ทำความสะอาด เก็บขี้สุกร ปิดน้ำหยด และ เก็บอาหารออกให้เรียบร้อย ใช้ยาสารฆ่าแมลงที่นำมาใช้ในการรักษาโรคขี้เรื้อนสุกรมาเป็นเวลานาน ที่นิยมใช้กันและค่อนข้างได้ผล ได้แก่ ลินเดน ท็อกซาฟิน มาลาไทออน ไตรคลอร์ฟอน ไดอะซินอน ฟอสเมท และ ไอเวอร์เม็คติน ที่ใชผสมอาหารหรือฉีด ผสมยากับน้ำในอัตรา 1 ต่อ 100 และให้ผสมสีผสมอาหารด้วยจะได้เห็นว่าพ่นทั่วหรือเปล่า…

สำหรับฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่คงหนีไม่พ้นกับปัญหาเรื่องการจัดการแผงไข่ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โรคระบาดที่จะต้องป้องกันโรคในทุกๆด้าน ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆที่ใช้ภายในฟาร์มหรืออาจมีการหมุนเวียนใช้ระหว่างฟาร์มด้วย ยกตัวอย่างเช่น แผงไข่ เนื่องจากมีการหมุนเวียนใช้ตั้งแต่ภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ อาคารคัดแยกไข่ ไปจนถึงศูนย์รวบรวมไข่ ซึ่งหากมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไม่ดีเพียงพอก็อาจเป็นสาเหตุของการนำเชื้อก่อโรคกลับเข้ามาภายในฟาร์มได้ ดังนั้นการจัดการที่มีประสิทธิภาพจึงต้องคำนึงถึงหลักการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. ลดสิ่งสกปรกตกค้างให้เหลือน้อยที่สุด เช่น เปลือกไข่ คราบไข่แตก หรือสิ่งสกปรกต่างๆที่เกาะอยู่บนแผงไข่ 2. หากมีคราบสกปรกฝังแน่นหรือมีสิ่งสกปรกค่อนข้างมาก ควรมีการล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำแรงดันสูง และควรทำความสะอาดให้ทั่วถึง 3. ฆ่าเชื้อโดยวิธีการจุ่มในสารละลายฆ่าเชื้อให้ทั่วแผงไข่ ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 15 นาที (หรือขึ้นกับประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อแต่ละชนิด) เพื่อให้ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของสารฆ่าเชื้อเพียงพอต่อการกำจัดเชื้อบนแผงไข่ 4. ไม่ควรล้างทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อแผงไข่แบบมัดรวม เนื่องจากอาจจะทำให้การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้ไม่ทั่วถึงเนื่องจากมีบางจุดที่ซ้อนทับกัน 5. สภาพการใช้งานและความสมบูรณ์ของแผงไข่ก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มีการสะสมสิ่งสกปรกและเชื้อก่อโรคได้   รู้อย่างนี้แล้ว ควรทำความสะอาดแผงไข่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรก และเพื่อลดการก่อตัวของเชื้อโรค #iTACteam

วันนี้มีสาระน่ารู้เกี่ยวกับเจ้าเหมียวยักษ์ “แมวเมนคูน (Maine Coon Cat)” มาฝากกัน แมวเมนคูนนั้นเป็นหนึ่งในแมวเลี้ยงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน เป็นแมวที่ตัวใหญ่ แต่ใจเล็ก นั่นหมายถึง เจ้าแมวยักษ์ตัวนี้ มีนสิัยที่ขี้อ้อน น่ารัก ชอบอยู่กับผู้คน จึงทำให้มนุษย์ทั้งหลายหลงรักมัน จริงๆ แล้วคำว่า “เมนคูน” ตรงกับรากศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Maine coon มีความหมายมาจาก “เมน” (Maine) คือชื่อของรัฐหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ส่วน “คูน” มาจากคำว่าแรคคูน ก็คือตัวแรคคูนนั่นเอง ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เด็กๆ ต่างรู้จักกันดีในภาพยนตร์การ์ตูน ฉะนั้นเมนคูนจึงเป็นแมวสายพันธุ์หนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในรัฐเมน ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกับแรคคูน เพียงแต่มีลักษณะนิสัยที่คล้ายกันบางอย่างเท่านั้น แมวเมนคูนมีหน้าอกกว้างและร่างกายที่กำยำ ลักษณะที่ดีของเมนคูนจะมีกะโหลกที่ใหญ่ หูสวยตั้งตรง โครงสร้างใหญ่และสมดุล คือโครงร่างใหญ่ ไม่อ้วน เป็นแมวที่มีกล้ามเนื้อเฉพาะตัวผู้ ดังนั้นตัวผู้จึงมีโครงสร้างค่อนข้างใหญ่กว่าตัวเมีย ตัวเมียปกติแล้วจะหนักได้ถึง 6 กก. และตัวผู้ 8 กก. แต่ก็มีตัวผู้บางตัวหนักถึง 13 กก. ซึ่งน้ำหนักที่กล่าวมานี้ คือพวกมันไม่ได้อ้วนเลย ใช่แล้ว!!…

ความเข้มของแสงสว่างเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญเรื่องหนึ่งในการเลี้ยงสุกร โดยเฉพาะในส่วนของสุกรอนุบาลที่อยู่ในโรงเรือนปิด (สำหรับโรงเรือนเปิดปัญหาอาจจะน้อยกว่า) เนื่องจากความเข้มของแสงและระยะเวลาที่ได้รับแสงจะส่งผลต่อการกินอาหาร และการเจริญเติบโตของสุกรอนุบาลโดยตรง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในทีมงานของ iTAC แนะนำไว้ว่า สุกรอนุบาลควรจะมี ความเข้มแสงอย่างน้อย 100 ลักซ์ เป็นระยะเวลา 12 – 16 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตดี นอกจากนั้นแสงสว่างยังมีผลต่อการจัดการเรื่องสุขภาพเพราะการสังเกตสุกรป่วย แม้แต่การฉีดยาหรือวัคซีนต่างๆ ถ้าแสงสว่างไม่พอ​ มองเห็นไม่ชัดเจนก็อาจจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพตามมาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็นสัตวบาลหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มจะต้องสามารถมองเห็นและสังเกตสุกรป่วยได้ชัดเจนมากเพียงพอเพื่อให้การฉีดยารักษาได้ตรงตำแหน่งที่ถูกต้อง รวมถึงการให้วัคซีนก็จะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน #iTACteam #แสงสว่างในโรงเรือน #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์

Page 71 of 77 1 69 70 71 72 73 77

For customer 02-937-4888

Vet Products Group Logo