สำหรับฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่คงหนีไม่พ้นกับปัญหาเรื่องการจัดการแผงไข่ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โรคระบาดที่จะต้องป้องกันโรคในทุกๆด้าน ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆที่ใช้ภายในฟาร์มหรืออาจมีการหมุนเวียนใช้ระหว่างฟาร์มด้วย ยกตัวอย่างเช่น แผงไข่ เนื่องจากมีการหมุนเวียนใช้ตั้งแต่ภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ อาคารคัดแยกไข่ ไปจนถึงศูนย์รวบรวมไข่ ซึ่งหากมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไม่ดีเพียงพอก็อาจเป็นสาเหตุของการนำเชื้อก่อโรคกลับเข้ามาภายในฟาร์มได้ ดังนั้นการจัดการที่มีประสิทธิภาพจึงต้องคำนึงถึงหลักการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. ลดสิ่งสกปรกตกค้างให้เหลือน้อยที่สุด เช่น เปลือกไข่ คราบไข่แตก หรือสิ่งสกปรกต่างๆที่เกาะอยู่บนแผงไข่ 2. หากมีคราบสกปรกฝังแน่นหรือมีสิ่งสกปรกค่อนข้างมาก ควรมีการล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำแรงดันสูง และควรทำความสะอาดให้ทั่วถึง 3. ฆ่าเชื้อโดยวิธีการจุ่มในสารละลายฆ่าเชื้อให้ทั่วแผงไข่ ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 15 นาที (หรือขึ้นกับประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อแต่ละชนิด) เพื่อให้ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของสารฆ่าเชื้อเพียงพอต่อการกำจัดเชื้อบนแผงไข่ 4. ไม่ควรล้างทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อแผงไข่แบบมัดรวม เนื่องจากอาจจะทำให้การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้ไม่ทั่วถึงเนื่องจากมีบางจุดที่ซ้อนทับกัน 5. สภาพการใช้งานและความสมบูรณ์ของแผงไข่ก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มีการสะสมสิ่งสกปรกและเชื้อก่อโรคได้ รู้อย่างนี้แล้ว ควรทำความสะอาดแผงไข่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรก และเพื่อลดการก่อตัวของเชื้อโรค #iTACteam
วันนี้มีสาระน่ารู้เกี่ยวกับเจ้าเหมียวยักษ์ “แมวเมนคูน (Maine Coon Cat)” มาฝากกัน แมวเมนคูนนั้นเป็นหนึ่งในแมวเลี้ยงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน เป็นแมวที่ตัวใหญ่ แต่ใจเล็ก นั่นหมายถึง เจ้าแมวยักษ์ตัวนี้ มีนสิัยที่ขี้อ้อน น่ารัก ชอบอยู่กับผู้คน จึงทำให้มนุษย์ทั้งหลายหลงรักมัน จริงๆ แล้วคำว่า “เมนคูน” ตรงกับรากศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Maine coon มีความหมายมาจาก “เมน” (Maine) คือชื่อของรัฐหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ส่วน “คูน” มาจากคำว่าแรคคูน ก็คือตัวแรคคูนนั่นเอง ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เด็กๆ ต่างรู้จักกันดีในภาพยนตร์การ์ตูน ฉะนั้นเมนคูนจึงเป็นแมวสายพันธุ์หนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในรัฐเมน ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกับแรคคูน เพียงแต่มีลักษณะนิสัยที่คล้ายกันบางอย่างเท่านั้น แมวเมนคูนมีหน้าอกกว้างและร่างกายที่กำยำ ลักษณะที่ดีของเมนคูนจะมีกะโหลกที่ใหญ่ หูสวยตั้งตรง โครงสร้างใหญ่และสมดุล คือโครงร่างใหญ่ ไม่อ้วน เป็นแมวที่มีกล้ามเนื้อเฉพาะตัวผู้ ดังนั้นตัวผู้จึงมีโครงสร้างค่อนข้างใหญ่กว่าตัวเมีย ตัวเมียปกติแล้วจะหนักได้ถึง 6 กก. และตัวผู้ 8 กก. แต่ก็มีตัวผู้บางตัวหนักถึง 13 กก. ซึ่งน้ำหนักที่กล่าวมานี้ คือพวกมันไม่ได้อ้วนเลย ใช่แล้ว!!…
ความเข้มของแสงสว่างเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญเรื่องหนึ่งในการเลี้ยงสุกร โดยเฉพาะในส่วนของสุกรอนุบาลที่อยู่ในโรงเรือนปิด (สำหรับโรงเรือนเปิดปัญหาอาจจะน้อยกว่า) เนื่องจากความเข้มของแสงและระยะเวลาที่ได้รับแสงจะส่งผลต่อการกินอาหาร และการเจริญเติบโตของสุกรอนุบาลโดยตรง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในทีมงานของ iTAC แนะนำไว้ว่า สุกรอนุบาลควรจะมี ความเข้มแสงอย่างน้อย 100 ลักซ์ เป็นระยะเวลา 12 – 16 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตดี นอกจากนั้นแสงสว่างยังมีผลต่อการจัดการเรื่องสุขภาพเพราะการสังเกตสุกรป่วย แม้แต่การฉีดยาหรือวัคซีนต่างๆ ถ้าแสงสว่างไม่พอ มองเห็นไม่ชัดเจนก็อาจจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพตามมาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็นสัตวบาลหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มจะต้องสามารถมองเห็นและสังเกตสุกรป่วยได้ชัดเจนมากเพียงพอเพื่อให้การฉีดยารักษาได้ตรงตำแหน่งที่ถูกต้อง รวมถึงการให้วัคซีนก็จะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน #iTACteam #แสงสว่างในโรงเรือน #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์
น้ำตานองหน้า!!! ลูกหมูวอน ยาสกปรกแบบนี้อย่าเอามาจิ้มหนู การนำเข็มฉีดยาที่ใช้แล้ว ปักไว้ที่ขวดยา เป็นวิธีที่ไม่แนะนำให้ทำเลยนะครับ เพราะจะทำให้สิ่งสกปรกต่างๆ ได้แก่ ฝุ่นละอองที่อยู่บนฝาขวดยา เศษดิน มูลของสุกร หรือแม้แต่เชื้อโรคต่างๆ บนผิวหนัง ขนของสุกรปนเปื้อนมากับเข็มฉีดยา ผ่านเข้าไปในขวดยานั้นๆ ส่งผลทำให้ยาได้รับการปนเปื้อนสิ่งสกปรก และเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับการรักษาโรคในสุกรไม่ได้ผลเท่าที่ควร หรืออาจจะเป็นตัวแพร่กระจายเชื้อโรคต่างๆ จากตัวที่ป่วย ไปยังตัวอื่นๆ ผ่านทางยาที่เราฉีดรักษาเองก็ได้ มาช่วยกันรักษาความสะอาดของยาที่ใช้ฉีดกันนะครับ ! #วันนี้คุณถอดเข็มออกจากขวดยาฉีดแล้วหรือยัง ? นอกจากดูแลตัวคุณให้ห่างจากโรคระบาดที่กำลังแพร่อย่างไวรัสโคโรน่าแล้ว อย่าลืมดูแลน้องหมูของคุณด้วยนะครับ #สุกร #ปศุสัตว์ #คุณพ่อตั้ม #ดูแลลูกหมู #iTACteam #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์
พักเรื่องวิชาการกันหน่อยนะครับ วันนี้มีสาระแบบเบาๆสมองมาฝากทุกคนกันครับ มาทำความรู้จักกับเจ้า “นิกเกอร์” วัวยักษ์ในออสเตรเลีย วัวตอนพันธุ์ขาวดำขนาดยักษ์ ที่มีน้ำหนักมากกว่ารถยต์ 1 คัน และสูงเท่ากับ ไมเคิล จอร์แดน นักกีฬาบาสเก็ตบอลชื่อดัง กำลังกลายเป็นข่าวดังในฐานะวัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ด้วยน้ำหนัก 1,400 กิโลกรัม และสูง 194 เซนติเมตร ถือเป็นวัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย วัวยักษ์ตัวนี้ชื่อว่า นิคเกอร์ส เป็นวัวของ เจฟ เพียร์สัน ชาวรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า เขาไม่สามารถขายวัวตัวนี้เพราะมันตัวใหญ่เกินไป ดังนั้นนิคเกอร์ส จึงได้ใช้ชีวิตต่อในไร่อันแสนสงบ ซึ่งแม้จะขายไม่ออกและต้องใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์ม เจ้าวัวตอนตัวนี้ก็มีประโยชน์ไม่น้อย เพราะวัวตัวอื่นๆ ชอบเข้าหามัน ทำให้สามารถมองหาฝูงวัวของตัวเองได้ไม่ยากระหว่างที่พวกมันออกไปเล็มหญ้า เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้านิคเกอร์ส อยากลุกขึ้นและเริ่มเดิน จะมีวัวตัวอื่น ๆ เดินตามไปด้วย นั่นเลยทำให้มันรอดชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์เนื่องจากมันมีขนาดตัวใหญ่เกินไป ตอนนี้ เจ้านิกเกอร์ไม่ต้องไปโรงฆ่าสัตว์อีกต่อไป เจ้านิกเกอร์ได้ใช้ชีวิตในทุ่งหญ้าและมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระในเมือง Myalup ทางตอนใต้ของเมืองเพิร์ธ ทั้งนี้วัวที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลกที่มีการบันทึกไว้โดยกินเนสส์เวิลด์เร็กคอร์ดปี 2010 คือเจ้า Bellino จากอิตาลี ที่มีความสูงถึง 2 เมตรด้วยกัน
อย่างที่ทราบกันดีว่าอาหารสัตว์เป็นต้นทุนหลักในการผลิตสัตว์ เมื่อวัตถุดิบแหล่งพลังงานหรือโปรตีนมีราคาสูงขึ้น จึงต้องมีการปรับสูตรอาหารเพื่อให้มีราคาถูกที่สุดด้วยการใช้วัตถุดิบมาประกอบสูตรอาหารแต่ไม่ทราบค่าโภชนะที่แท้จริง ดังนั้นการได้มาซึ่งข้อมูลวัตถุดิบจึงต้องมีการส่งตรวจห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อให้ได้ค่าโภชนะที่แท้จริง ได้แก่ ความชื้น โปรตีน ไขมันรวม เยื่อใยรวม พลังงานรวม เถ้า เป็นต้น แต่ต้องใช้ระยะเวลานานในการวิเคราะห์ ดังนั้นเทคโนโลยี NIRs จึงเข้ามาตอบโจทย์ในการหาค่าโภชนะดังกล่าว ด้วยการวิเคราะห์ระยะเวลาสั้นและสามารถรู้ผลได้อย่างรวดเร็ว (Real-times) จึงนิยมนำมาใช้ในการตรวจรับวัตถุดิบก่อนรับเข้ามาในโรงงาน เพื่อนำค่าโภชนะวัตถุดิบที่ได้จากการวิเคราะห์ NIRs มาปรับสูตรอาหารสัตว์ให้มีต้นทุนที่เหมาะสม สามารถลดการใช้วัตถุดิบบางตัวในสูตรได้ ซึ่งเทคโนโลยี NIRs สามารถวิเคราะห์วัตถุดิบอาหารสัตว์หลายชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ปลายข้าว กากถั่วเหลือง ปลาป่น รำละเอียด เป็นต้น นอกจากนี้เทคโนโลยี NIRs สามารถตรวจสอบอาหารสัตว์สำเร็จรูปได้ โดยสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบค่าโภชนะในอาหารระหว่างกระบวนการผลิตได้ เพื่อลดโอกาสเกิดการสูญเสียค่าโภชนะอาหารสัตว์ที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนด ดังนั้นเทคโนโลยี NIRs เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถมาช่วยในการลดต้นทุนและลดโอกาสสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ #หญิงพลอยเพชรน้ำหนึ่ง #iTACteam #NIRs #Technology #นวัตกรรมปศุสัตว์ #เทโนโลยีเพื่อการปศุสัตว์ #ตอบทุกโจทย์เรื่องปศุสัตว์