🐖🐔#ราคาหมู #ราคาไก่ สัตว์ปีก หน้าฟาร์ม จีน อาเชียน และไทย 24/03/65 – 25/03/65🌏 📈ภาพรวม ขึ้น 🇨🇳จีน ราคาขึ้น ราคาหมูเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องมาจากสาเหตุ คือ ทางภาครัฐและเอกชนจะมีความต้องการในการเพิ่มการผลิต และสร้างสต๊อกสินค้าให้สุงขึ้น แต่ด้วยการระบาดของโควิดในหลายภูมิภาคของจีน ส่งผลกระทบให้การขนส่งเข้มงวดมากขึ้น ความเชื่อมั่นในสินค้าที่ไม่มั่นคง จึงทำให้ราคาและปริมาณการค้าขายยังไม่ดีนัก 🔹️ลูกหมูน้ำหนัก 15 กก ตัวละ 330-430 RMB (1,739-2,266 THB) 🔸️อัตราแลกเปลี่ยน 5.27 บาท/หยวน 🇻🇳หมูเวียดนาม ขึ้น 1. ในประเทศมีการเปิดเมืองมากขึ้น เปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น 2. ราคาปรับขึ้นตามราคาอาหารสัตว์ที่ปรับราคาสูงขึ้น 🔹️ราคาขายลูกหมู นน 7 กก. ราคา. 1,600-1,850 บาท.ต่อตัว 🔸️(1บาท = 700ดอง ) 🇱🇦หมูกัมพูชา ขึ้น 1.ช่วงนี้มีการระบาดของASFอีก…
🐖🐔#ราคาหมู #ราคาไก่ สัตว์ปีก หน้าฟาร์ม จีน อาเชียน และไทย 24/03/65 – 25/03/65🌏 📈ภาพรวม ขึ้น 🇨🇳จีน ราคาขึ้น ราคาหมูเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องมาจากสาเหตุ คือ ทางภาครัฐและเอกชนจะมีความต้องการในการเพิ่มการผลิต และสร้างสต๊อกสินค้าให้สุงขึ้น แต่ด้วยการระบาดของโควิดในหลายภูมิภาคของจีน ส่งผลกระทบให้การขนส่งเข้มงวดมากขึ้น ความเชื่อมั่นในสินค้าที่ไม่มั่นคง จึงทำให้ราคาและปริมาณการค้าขายยังไม่ดีนัก 🔹️ลูกหมูน้ำหนัก 15 กก ตัวละ 330-430 RMB (1,739-2,266 THB) 🔸️อัตราแลกเปลี่ยน 5.27 บาท/หยวน 🇻🇳หมูเวียดนาม ขึ้น 1. ในประเทศมีการเปิดเมืองมากขึ้น เปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น 2. ราคาปรับขึ้นตามราคาอาหารสัตว์ที่ปรับราคาสูงขึ้น 🔹️ราคาขายลูกหมู นน 7 กก. ราคา. 1,600-1,850 บาท.ต่อตัว 🔸️(1บาท = 700ดอง ) 🇱🇦หมูกัมพูชา ขึ้น 1.ช่วงนี้มีการระบาดของASFอีก…
ระบบการเลี้ยงสุกรแบบ ทูไซต์ (2–site) และ ทรีไซต์ (3–site) ระบบการเลี้ยง 2–site เป็นการเลี้ยงสุกรใน 2 พื้นที่ พื้นที่แรกคือห้องคลอด-หย่านม และนำไปเลี้ยงต่อพื้นที่สองคือ หน่วยขุน ระบบนี้จะใช้คอกขุนเลี้ยงอนุบาล จนถึงขุนขาย สรุปตลอดการเลี้ยงจะทำการเคลื่อนย้ายแค่ 1 ครั้ง ระบบการผลิตแบบ 2–site เหมาะกับสุกรรุ่นและสุกรขุนที่มีสุขภาพดี จึงต้องมีการจัดการดูแลที่พิเศษและเคร่งครัดจากห้องคลอดถึงหย่านม ลูกสุกรต้องได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านนมน้ำเหลืองอย่างเพียงพอ และแม่สุกรต้องมาจากฝูงที่มีภูมิคุ้มกันสม่ำเสมอ และหลังจากหย่านมลงมาที่หน่วยขุนจะต้องมีเทคนิคและการจัดการที่เหมาะสมด้วย ระบบการเลี้ยง 3–site เป็นการเลี้ยงสุกรใน 3 พื้นที่ พื้นที่แรกคือ ห้องคลอด-หย่านม นำไปเลี้ยงต่อพื้นที่สองคือหน่วยอนุบาล แล้วย้ายไปเลี้ยงพื้นที่สามคือหน่วยขุนจนถึงขาย ระบบนี้จะมีการเคลื่อนย้าย 2 ครั้ง ระบบการเลี้ยงแบบ 3–site นี้เพิ่มหน่วยอนุบาลเพื่อให้มีการเลี้ยงและการจัดการที่เหมาะสมกับช่วงอายุของสุกร แต่อย่างไรก็ตามวิธีการจัดการดูแล นั้นก็ยังคงต้องทำอย่างเคร่งครัดในทุกหน่วย เพราะหากมีการเคลื่อนย้ายสุกรบ่อยครั้ง จะทำให้เกิดความเครียดจากการเคลื่อนย้าย การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่อยู่ใหม่ กินอาหารที่เปลี่ยนสูตร ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อสุกร และอาจจะทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพต่อไป
ระบบการเลี้ยงสุกรแบบ ทูไซต์ (2–site) และ ทรีไซต์ (3–site) ระบบการเลี้ยง 2–site เป็นการเลี้ยงสุกรใน 2 พื้นที่ พื้นที่แรกคือห้องคลอด-หย่านม และนำไปเลี้ยงต่อพื้นที่สองคือ หน่วยขุน ระบบนี้จะใช้คอกขุนเลี้ยงอนุบาล จนถึงขุนขาย สรุปตลอดการเลี้ยงจะทำการเคลื่อนย้ายแค่ 1 ครั้ง ระบบการผลิตแบบ 2–site เหมาะกับสุกรรุ่นและสุกรขุนที่มีสุขภาพดี จึงต้องมีการจัดการดูแลที่พิเศษและเคร่งครัดจากห้องคลอดถึงหย่านม ลูกสุกรต้องได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านนมน้ำเหลืองอย่างเพียงพอ และแม่สุกรต้องมาจากฝูงที่มีภูมิคุ้มกันสม่ำเสมอ และหลังจากหย่านมลงมาที่หน่วยขุนจะต้องมีเทคนิคและการจัดการที่เหมาะสมด้วย ระบบการเลี้ยง 3–site เป็นการเลี้ยงสุกรใน 3 พื้นที่ พื้นที่แรกคือ ห้องคลอด-หย่านม นำไปเลี้ยงต่อพื้นที่สองคือหน่วยอนุบาล แล้วย้ายไปเลี้ยงพื้นที่สามคือหน่วยขุนจนถึงขาย ระบบนี้จะมีการเคลื่อนย้าย 2 ครั้ง ระบบการเลี้ยงแบบ 3–site นี้เพิ่มหน่วยอนุบาลเพื่อให้มีการเลี้ยงและการจัดการที่เหมาะสมกับช่วงอายุของสุกร แต่อย่างไรก็ตามวิธีการจัดการดูแล นั้นก็ยังคงต้องทำอย่างเคร่งครัดในทุกหน่วย เพราะหากมีการเคลื่อนย้ายสุกรบ่อยครั้ง จะทำให้เกิดความเครียดจากการเคลื่อนย้าย การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่อยู่ใหม่ กินอาหารที่เปลี่ยนสูตร ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อสุกร และอาจจะทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพต่อไป [vc_basic_grid post_type=”post” max_items=”12″ style=”pagination” items_per_page=”4″ element_width=”3″…
หลายคนอาจเคยสงสัย สำหรับการตรวจการตั้งท้องในสุกรสามารถทำอย่างไรได้บ้าง?? วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ! การสังเกตการกลับสัด (Return Estrous): วิธีนี้เป็นวิธีที่ มักใช้กันทั่วไปในฟาร์ม โดยปกติการตัดสินว่าสุกรตั้งท้องหรือไม่ จะทราบภายหลังการผสมแม่สุกรไปแล้ว หากพบว่าแม่สุกรไม่กลับมาเป็นสัดอย่างน้อย 42 วัน หรือ 2 รอบของวงรอบการเป็นสัด เราจึงจะตัดสินใจว่าแม่สุกรตั้งท้องแล้ว การตรวจฮอร์โมน (Hormone assay): สามารถทำการตรวจได้ดังนี้ 📌 การตรวจฮอร์โมน Estrone sulfate: สามารถตรวจสอบได้ในซีรั่ม 25-30 วันหลังผสม และต้องมีปริมาณฮอร์โมน > 2 ng/ml วิธีนี้มีความแม่นยำประมาณ 70% 📌 การตรวจฮอร์โมน Progesterone: สามารถตรวจสอบได้ในซีรั่ม 17 วันหลังผสม และต้องมีปริมาณฮอร์โมนมากกว่า 5 ng/ml วิธีนี้มีความแม่นยำประมาณ 90% 📌 การตรวจฮอร์โมน Prostaglandin: สามารถตรวจสอบได้ในซีรั่ม 13-15 วันหลังผสม และต้องมีปริมาณฮอร์โมนน้อยกว่า 200 pg/ml ซึ่งวิธีนี้มีความแม่นยำประมาณ…
หลายคนอาจเคยสงสัย สำหรับการตรวจการตั้งท้องในสุกรสามารถทำอย่างไรได้บ้าง?? วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ! การสังเกตการกลับสัด (Return Estrous): วิธีนี้เป็นวิธีที่ มักใช้กันทั่วไปในฟาร์ม โดยปกติการตัดสินว่าสุกรตั้งท้องหรือไม่ จะทราบภายหลังการผสมแม่สุกรไปแล้ว หากพบว่าแม่สุกรไม่กลับมาเป็นสัดอย่างน้อย 42 วัน หรือ 2 รอบของวงรอบการเป็นสัด เราจึงจะตัดสินใจว่าแม่สุกรตั้งท้องแล้ว การตรวจฮอร์โมน (Hormone assay): สามารถทำการตรวจได้ดังนี้ 📌 การตรวจฮอร์โมน Estrone sulfate: สามารถตรวจสอบได้ในซีรั่ม 25-30 วันหลังผสม และต้องมีปริมาณฮอร์โมน > 2 ng/ml วิธีนี้มีความแม่นยำประมาณ 70% 📌 การตรวจฮอร์โมน Progesterone: สามารถตรวจสอบได้ในซีรั่ม 17 วันหลังผสม และต้องมีปริมาณฮอร์โมนมากกว่า 5 ng/ml วิธีนี้มีความแม่นยำประมาณ 90% 📌 การตรวจฮอร์โมน Prostaglandin: สามารถตรวจสอบได้ในซีรั่ม 13-15 วันหลังผสม และต้องมีปริมาณฮอร์โมนน้อยกว่า 200 pg/ml ซึ่งวิธีนี้มีความแม่นยำประมาณ…